เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองครั้งแรก : Day 1 Suvarnabhumi Airport – Changi Airport – Kansai Airport – Himeji – Kobe

เจอโปรโมชั่นของ Singapore Airline มาพอดีสอยมาได้ในราคา 12,035 บาทเป็น Full Service ได้น้ำหนักกระเป๋า 30 กิโลกรัม อ่านรีวิวการจองแบบกระท่อนกระแท่น 555++ ได้ที่ลิ้งค์นี้เลย ===> https://eatplayrove.com/fly-to-osaka-with-singaporeairline

รายละเอียดไฟล์ทขาไปตามนี้เลยจ้า

เครื่องเราออก 21.10 น. เรานัดชาวคณะที่สนามบินสุวรรณภูมิเวลา 18.00 น. เผื่อเวลาไปรับ Pocket Wifi กินข้าวแล้วก็เดินเล่น ไฟล์ทเราเวลา 21.10 น. ไปรับ Pocket Wifi ของ Tripizee ที่ชั้นล่าง และ Samurai ที่ชั้น 4 คือของ Samurai จะมีที่ชั้น 4 บริเวณประตู 7 และ ชั้น B จะมีเจ้าหน้าที่โทรมาคอนเฟริมและแจ้งว่าต้องไปรับที่ไหน แต่ของเราตอนที่จองในงานท่องเที่ยวจดเบอร์โทรศัพท์ไว้ผิด เราเลยไปรับที่ชั้น B เจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้เราไปรับเครื่องได้ที่ชั้น 4

พกไป 3 ขนานเลยแบบไหนเป็นยังไงติดตามรีวิวฉบับเต็มได้ที่ ===> https://eatplayrove.com/pocketwifi-vs-simcard

รับ Pocket Wifi เรียบร้อยก็ป่ะ ไปเช็คอินกัน

ตอนนี้ผู้โดยสารคนไทยที่จะเดินทางออกไปยังต่างประเทศผ่านทุกด่าน ไม่ต้องกรอกเอกสาร ตม.6 ก็ทำให้สะดวกขึ้น และช่องที่ผ่านออกก็เป็นช่องอัตโนมัติ มีเจ้าหน้าที่แนะนำให้ใช้เวลาไม่นาน ก็ผ่านเข้าสู่สมรภูมิของคิงพาวเว่อร์ ซึ่งเราก็ผ่านด่านมาได้แบบบาดเจ็บไปกันไปเล็กน้อย 555+

เนื่องจากไม่ใช่สายการบินตรง เราเลยต้องไปต่อเครื่องที่สิงคโปร์จ้า…….ไป ๆ ขึ้นเครื่องกันแอร์เค้าเรียกล่ะ ด้วยความที่รีบถ่ายก็กด ๆ มันได้ภาพมาฝากประมาณนี้แหล่ะคร่า 555++

ขาจากสุวรรณภูมิ – สิงคโปร์ เราเลือกอาหารไปจากหน้าเว็บเป็น Seafood Meal ถ้าเราเลือกอาหารจากหน้าเว็บ  หรือแอพในมือถือเราจะได้รับการเสริฟอาหารก่อน เซ็ทนี้เป็นพาสต้า แล้วก็มีแซลม่อนรมควันเป็นอาหารจากครัวการบินไทย

ของแฟนเราเลือกเป็น Non Seafood Meal ได้มาเป็นข้าวกับไก่ผัดซอสไรสักอย่างเนี่ยแหล่ะ

หลับไปหนึ่งตื่นเบา ๆ ก็ถึงสิงคโปร์ซึ่งเรามีเวลาต่อเครื่องประมาณ 50 นาทีมันก็จะลน ๆ นิดนึงเนื่องจากนี่เป็นการขึ้นเครื่องแบบ Transit ครั้งแรกและเป็นการมาสนามบินสิงคโปร์ครั้งแรกด้วยเช่นกัน

เครื่องลงที่ Teminal 2 และเราต้องไปต่อเครื่องที่ Terminal 3 ซึ่งไปได้ 2 วิธีคือขึ้นรถบัส หรือรถไฟซึ่งเจ้าหน้าที่ ที่เราแวะถามแนะนำให้เราไปขึ้นรถบัส

เวลาต่อเครื่อง 50 นาทีก็รีบอยู่นะ แต่ก็ไม่ได้ลกมากก็ทันอยู่ ต้องมีผ่านด่านสแกนอีกรอบนึงนะก่อนขึ้นเครื่อง

ขึ้นไปก็เตรียมตัวนอนกันได้เลยจ้า ก่อนเครื่องลงอาหารเช้าก็มาเป็นออมเล็ต ไส้กรอก ขนมปัง น้ำส้ม และผลไม้

พอเครื่องลงที่สนามบินคันไซเราก็นั่งรถไฟต่อเพื่อไปยังตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเวลาที่น่ากลัวก็มาถึง 555++

ด้วยความที่คณะทัวร์เราครั้งนี้มี 7 คน พาสปอร์ตเล่มใหม่กริบ 4 คนถ้วน แต่เตรียมเอกสารมาครบ รายละเอียดตั๋วไปกลับ บัตรรับตั๋วรถไฟ บัตรเข้าสวนสนุก และที่พักทีมเราได้แบ่งเข้าเป็น 2 ช่อง ซึ่งช่องของเราเจ้าหน้าที่ค่อนข้างกริบ ๆ หน่อยเนื่องจากช่องใส่ที่พักเราเขียนแค่ชื่อโรงแรม เจ้าหน้าที่ช่องเราให้กรอกที่อยู่ของโรงแรมลงไปด้วยจ้าโดนทั้ง 4 คนที่เข้าช่องนี้เกร็งทีเดียวเชียว 555++ ส่วนเพื่อนอีก 3 คนที่เข้าช่องข้างก็โล่ง ๆ โปร่ง ๆ ไปเลยจ้าผ่านไปแบบชิล ๆ

หลังจากไปรับกระเป๋าก่อนออกเราจะต้องผ่านด่านศุลกากร ซึ่งเราจะต้องกรอกเอกสาร ใบศุลกากร (Customs Declaration) ซึ่ง 1 กรุ๊ปเราสามารถกรอกแค่เพียง 1 ใบก็ได้นะ แล้วก็ยื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่พร้อมกันได้เลย

หลังจากออกมาเราก็ขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้นบนเพื่อแลกตั๋วรถไฟที่ JR Office Ticket ตั๋วที่เราซื้อมาก็คือ JR Kansai-Hokuriku Area Pass 7 Days ราคา 15,000 เยน 

เราไปกัน 7 คนส่งตัวแทนไปแลก ใช้ตั๋วที่ซื้อมาจากเมืองไทยพร้อมพาสปอร์ต ไม่จำเป็นต้องไปทุกคนก็ได้นะ

ด้านในเป็นงี้ เอาด้านนี้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจเวลาเข้าสถานีรถไฟ

ทางเข้าสถานีรถไฟอยู่ตรงข้าม JR Office Ticket ตั๋วรถไฟที่เป็น Day Pass เราต้องเข้าช่องที่ติดอยู่กับห้องเจ้าหน้าที่ โชว์ตัวรถไฟก็เดินผ่านเข้าไปได้เลย

เราสามารถเช็ครอบรถไฟได้จากเว็บนี้เลย ===> http://www.hyperdia.com/en/

Pass ที่เราใช้สามารถขึ้นรถไฟด่วน Haruka ได้โดยการขึ้นที่ตู้ที่เป็น Non Reserved Seat โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เราจะเอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรมกันก่อน

เราพักที่ Hotel Kinki รีวิวโรงแรมที่นี่เลย ===> https://eatplayrove.com/hotelkinki

ฝากกระเป๋าแล้วเราก็ไปหาไรกินก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้องงี้ Family Mart เลยจ้าซื้อมานั่งกินที่บริเวณหน้าโรงแรม โอเด้งที่เป็นเหมือนชิกุวะอันนี้อร่อยอ่ะ ป่ะอิ่มแล้วไปลุยกันด้วยความที่อยากนั่งรถไฟชินคันเซ็นเราเลยเลือกที่จะไปฮิเมจิ

จากสถานี Osaka สามารถขึ้นรถไฟต่อเดียวไปลงที่สถานี Himeji ได้เลยนะ แต่อย่างที่บอกเราอยากขึ้นรถไฟชินคันเซ็นไง เราเลยต้องไปต่อรถไฟที่สถานี Shin-Osaka

มา ๆ ขึ้นรถไฟกัน Pass ที่เราใช้สามารถขึ้นรถไฟชินคันเซ็นเส้นทางระหว่าง  Shin-Osaka – Okayama ได้โดยการขึ้นที่ตู้ที่เป็น Non Reserved Seat โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

เราลงที่สถานี Himeji ออกจาสถานีมาจะเห็นปราสาทอยู่บริเวณด้านหน้าเลยเดินตรงไปโล้ด

ระหว่างทางที่จะเดินไปปราสาทได้เจอกับต้นแป๊ะก๊วยที่ยังเหลืองอยู่มากนะ

ระหว่างมีร้านขายเสื้อผ้ามือสองด้วยนะ ที่เป็นพวกกิมโมโนงี้ ตอนแรกว่าจะซื้อกลับมาฝากแม่ซะหน่อยดูไปดูมามันก็หลอน ๆ นิด ๆ เลยไม่เอาดีกว่า 555++

ต้นเมเปิ้ลก็มีนะ แต่มันก็จะร่วง ๆ หน่อย

หนาว ๆ อย่างนี้ได้มันเผาร้อน ๆ ก็ฟินกันเลย

หัวล่ะ 500 เยนใหญ่เบิ้มเลยนะ

จากร้านมันเผาเดินข้ามถนนไปก็จะเจอทางเข้าปราสาท เดินมาถึงปุ๊บฝนก็โปรยซะงั้น

เดินเข้าไปเลี้ยวไปทางซ้ายก็จะเจอลานกว้างและตัวปราสาท ถ่ายยังไงฟร่ะเอียง 555++

ปราสาทฮิเมจิมีประวัติศาสตร์ก่อตั้งกว่า 400 ปีซึ่งนับเป็นปราสาทที่คงสภาพเดิมที่สุดในญี่ปุ่นและได้รับการประเมินอย่างสูงจากทั่วโลก ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่นในปี 1993 สร้างทิวทัศน์ที่งดงามด้วยความสง่างามของปูนขาวซึ่งได้รับการเปรียบเปรยให้เป็นนกกระยางซึ่งบางทีถูกเรียกว่า“ปราสาทนกกระยางขาว”

เวลาเปิด-ปิด: 9:00 -17.00 น. (เดือนเมษายน – สิงหาคม 09.00 – 18.00 น.)

ค่าเข้าชม : 1,000 เยน

ซึ่งคณะทัวร์ของเรานั่นไม่ได้เข้าไปชมด้านใน เพราะเราจะไปกินสเต็กเนื้อที่โกเบกันคร่าาาาา……………… ขากลับเราเดินเยื้องไปทางซ้าย เป็นถนนมิยุคิโดริ (MIYUKIDORI) มีร้านค้าให้ช๊อบปิ้งได้

มีคาเฟ่คิตตี้ด้วยนะ

เราเดินกลับไปที่สถานีรถไฟเดิม แล้วไปกินเนื้อที่โกเบกันเถอะ จากสถานี Himeji ไปลงที่สถานี Sannomiya (JR)

จากสถานี JR Sannomiya ออก West Exit แล้วเดินต่อประมาณ 200 เมตร จะเจอ STEAK LAND ตามที่หาข้อมูลคือต้องเป็นแบบนี้ แต่วันที่ไปทางที่เราจะออกปิดปรับปรุง ออกมาที่นี่ก็งงเดินหลงวนไปค่ะ เดินตาม Google Map ไปสักพักก็เจอเราเข้าไปในร้านที่อยู่ด้านในซอยกดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 6

STEAK LAND ดูรีวิวฉบับเต็มได้ที่ ===> https://eatplayrove.com/steakland-kobe

หลังจากอิ่มแล้วเราก็จะไปชม  Kobe Port Tower ที่บริเวณห้าง Mosaic กลับไปขึ้นรถไฟที่สถานี Sannomiya (JR) ไปลงที่สถานี Kobe (Hyogo)

ให้สังเกตป้ายของ Harborland เดินตามทางไปเรื่อย ๆ โดยจะต้องเดินเข้าไปในห้าง Kobe Harborland เพื่อทะลุไปยังห้าง Mosaic โดยห้าง Mosaic นี้ จะอยู่ติดทะเลเลย และตรงนี้จะเห็นวิว Kobe Port Tower ได้

เดินเล่นถ่ายรูปเสร็จแล้วเราก็แวะไปชิมชีสเค้กที่ร้าน Kannonya Cheesecake อยู่ในบริเวณห้าง Mosaic

ชีสเค้กของที่นี่จะเป็นแบบยืด ๆ ด้วยนะแต่ตอนเราตัดมันไม่ค่อยยืดเท่าไหร่ เมนูที่เครื่องดื่มที่เป็นนม ๆ เช่นชอคโกแลตร้อนนี่รสชอคโกแลตจะอ่อนมาก ได้กลิ่นนมเป็นหลักเลยใครชอบชีสเค้กแนวนี้ก็ลองแวะไปชิมดูได้นะ แต่สำหรับก็ดีนะแต่ไม่ว้าวอ่ะ

 

อิ่มแล้วไป ๆ กลับ ๆ ไปนอนกันเถอะเดินกลับไปขึ้นรถไฟที่สถานีเดิม Kobe (Hyogo) ไปลงที่สถานี Osaka

ระหว่างทางที่กลับจากโรงแรมเจอชีสเค้กคุณลุงอีกแวะจัดไปอีก 1 ก้อน

ไป ๆ นอน ๆ เจอกัน Day 2 คร่าาา……………………….

My Channel
* Instagram : https://www.instagram.com/eat_play_rove
* Facebook : https://www.facebook.com/EatPlayRove
* website : https://eatplayrove.com
* Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCrRYMNrdl-o0Wdqi81rXZQQ
contact : neung_btc@hotmail.com



ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น